Attention Issue

“น้องนั่งไม่นิ่ง ทำอะไรได้ไม่นาน”

“ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้งก็เหม่อลอย”

“น้องไม่ตั้งใจเรียน ดื้อมากเลยค่ะ”

เราอาจจะเคยได้ยินคุณครูที่โรงเรียนพูดถึงพฤติกรรมของลูกเราแบบนั้น ช่วงแรกอาจยังไม่ติดใจอะไร แต่พอบ่อยครั้งเข้าก็เริ่มกังวลใจและเกิดความคิดที่ว่า “ลูกเราเป็นสมาธิสั้นหรือเปล่า?” บางครั้ง ถึงขั้นพาลูกไปพบแพทย์แล้วทานยาแก้สมาธิสั้นเลยก็มี แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เรามาทำความเข้าใจสาเหตุของสมาธิสั้นกันดีกว่า

สาเหตุของสมาธิสั้นเกิดจากสมองของเด็กๆมีพัฒนาการที่ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้ทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ช้าตามไปด้วย เด็กๆจึงมีพฤติกรรมคุยเล่นกับเพื่อนในขณะที่ครูสอน ไม่เข้าในบทเรียน ไม่จดจ่อ วิ่งไปมา หรือบางครั้งก็แสดงออกมาในลักษณะเหม่อลอย ซึ่งทักษะพื้นฐานของสมองที่ส่งผลต่อสมาธิประกอบด้วย

1. การประมวลผลทางการฟัง (Auditory Processing)

ความสามารถในการวิเคราะห์ความแตกต่างของเสียง รวมถึงจดจำและคิดตามสิ่งที่ได้ยิน เมื่อเด็กๆไม่สามารถวิเคราะห์เสียงหรือตีความหมายได้ทันที เมื่อต้องสื่อสารกับพ่อแม่หรือคนรอบข้างที่พูดด้วย ก็อาจจะต้องพูดซ้ำหลายครั้ง เด็กๆจะเกิดความสับสนจากสิ่งที่ได้ยิน ไม่สามารถฟังคำสั่งหรือปฏิตามได้ไม่ครบ เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กก็จะหันเหไปทำอย่างอื่นได้ง่าย และก็อาจจะดูเหมือนว่า เด็กไม่ตั้งใจฟัง และไม่มีสมาธินั่นเอง

2. การประมวลผลทางการมอง (Visual Processing)

ความสามารถในการวิเคราะห์และจดจำรายละเอียดของสิ่งที่มองเห็น บางครั้งมันอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่จะประมวลสิ่งที่เห็นได้ถูกต้อง การเรียนที่ต้องอาศัยการมองกระดานก็จะเป็นเรื่องไม่สนุก ทำให้เด็กๆขาดความสนใจในการเรียน และหันเหไปทำอย่างอื่น เช่น การเล่นกับเพื่อน ชวนเพื่อนคุย หรือนั่งเหม่อ

3. การควบคุมการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส (Sensory-Motor Processing)

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้อลำตัว การนั่ง การทรงตัว หรือแม้แต่การจับปากกา สำหรับเด็กๆอาจเป็นสิ่งที่ยากและต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อส่วนต่างๆมากกว่าปกติ จึงไม่แปลกถ้าเด็กๆที่มีทักษะนี้ไม่แข็งแรงเพียงพอจะหันไปทำสิ่งที่ง่ายกว่าอย่างการออกไปวิ่งซน แทนการนั่งทำการบ้าน เขียนหนังสือ หรือ นั่งเรียนในห้องเรียน ที่ต้องใช้ทักษะกล้ามเนื้อที่เด็กๆไม่ถนัด

4. ความสามารถในการคงสมาธิและจดจ่อ (Attention)

ความสามารถในการจดจ่อและใส่ใจกับสิ่งต่างๆได้ช่วงเวลาหนึ่ง รวมถึงการตัดสิ่งรบกวนภายนอกที่ขัดขวางการมีสมาธิ โดยปกติความสามารถนี้จะเกิดขึ้นเองเมื่อถึงช่วงวัยที่เหมาะสม แต่ในเด็กที่ไม่สามารถมีสมาธิกับการเรียนได้ จะแสดงพฤติกรรมวิ่งซน วอกแวก ไม่ฟังที่คุณครูสอน หรือแม้แต่เหม่อลอย และไม่สนใจการเรียน

 

สถาบัน BrainFit Studio Thailand ของเราฝึกพัฒนาการด้านการเรียนรู้ทั้ง 4 ด้านผ่านกิจกรรมการฝึกที่สนุกสนาน ตรงจุดและถูกวิธี เพื่อให้ผู้เรียนดึงศักยภาพสมองในแต่ละด้านออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด โดยคอร์สเรียนทั้ง 4 จะถูกรวมอยู่ในโปรแกรม BrainFit® Scholar เพื่อการฟิตสมองทุกส่วนให้แข็งแรงพร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4 คอร์สในโปรแกรม BrainFit® Scholar มีดังนี้

SMART™ Moves: พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ของร่างกายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

SMART™ Vision: เสริมพัฒนาการและการประมวลผลด้านการมอง ไหวพริบ และการวิเคราะห์

SMART™ Listening: เสริมพัฒนาการด้านการฟัง วิเคราะห์ข้อมูลผ่านสิ่งที่ได้ยิน และทักษะด้านภาษา

SMART™ Focus: เสริมพัฒนาการด้านความจำและการจดจ่อ การฝึกร่างกายให้สงบนิ่งและมีสมาธิในสิ่งที่ทำ

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจคอร์สหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้เลย