พัฒนาการเด็ก ที่สำคัญของลูกรัก
02/10/2018   |   IN BLOG   |   BY BRAINFITSTUDIO

พัฒนาการเด็ก ที่สำคัญของลูกรัก

พัฒนาการแต่ละช่วงวัยที่สำคัญของลูกรัก 

พัฒนาการเด็ก

ในทุกๆวันของลูก มักจะมีพัฒนาการใหม่ๆเกิดขึ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่ประหลาดใจอยู่เสมอ มาเช็คกันเถอะว่า อายุเท่าไหร่ควรมีพัฒนาการด้านใดบ้างแล้ว

มาดู พัฒนาการเด็ก แต่ละช่วงวัยที่สำคัญของลูกรัก กัน

 

 

1. คลานได้อย่างคล่องแคล่วแล้วหรือยัง

พัฒนาการเด็ก แต่ละช่วงวัยที่สำคัญของลูกรัก เมื่ออายุ 6 เดือนนั้น เด็กจะเริ่มคลาน หรือขยับร่างกายเพื่อพาตนเองไปในที่ต่างๆบ้างแล้ว ซึ่งการคลานประกอบไปด้วยท่าทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การคลานแบบปกติ การคลานแบบหมี การคลานแบบปู การคลานด้วยท้อง เป็นต้น รู้หรือไม่ว่า ก่อนเด็กอายุ 1 ขวบ เด็กจะต้องมีความสามารถในการคลานได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการคลานประเภทใดก็ตาม ปีนป่ายได้อย่างว่องไว เพราะการคลานจะสามารถสร้างการเชื่อมโยงของใยสมอง และการประสานงานกันระหว่างตา แขน ขาทั้งซ้าย และ ขวา ซึ่งส่งผลในการควบคุมทรงตัวของเด็กในอนาคต รวมถึงการคิดคำนวนได้อีกด้วย แต่สำหรับเด็กบางคนที่เดินได้เลยโดยที่ไม่ได้คลานก็อย่างเพิ่งดีใจไป เพราะนั่นอาจส่งสัญญาณได้ว่าการทำงานของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของแขนและขาอาจพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจจะต้องให้เด็กเล่นกีฬาทุกชนิดเพื่อทดแทนความแข็งแรงเหล่านั้นนั่นเอง

การคลาน ก่อนเดิน สำคัญแค่ไหน ?

 

2. ออกเสียงเรียกพ่อแม่แล้วหรือยัง
หนึ่งในการเรียนรู้ของเด็กๆ ก็คือ ทักษะการฟัง เด็กจะได้ยินเสียงเราตั้งแต่เราเริ่มพูดคำแรกและนั่นจะเป็นแม่พิมพ์แบบภาษา เด็กจะฟังเสียง วิเคราะห์และจดจำทุกเสียงที่ได้ยิน และเมื่อเด็กเริ่มจะ 2 ขวบ เด็กจะสามารถออกเสียงเรียกพ่อแม่ หากยังไม่ชัดไม่ต้องตกใจ เพราะนั่นส่งสัญญาณได้ว่า ทักษะการฟังของเด็กกำลังพัฒนาไปตามวัย วิธีการสื่อสารกับเด็กมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การพูดคุย ถามตอบ เช่น หิวข้าวไหม อร่อยไหม ง่วงนอนไหม เป็นต้น แม้เด็กจะไม่สามารถตอบโต้ได้ แต่นั่นจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการจะสื่อสาร การชี้สิ่งของและบอกว่านั่นคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น ชี้ไปที่ตัวคุณพ่อ แล้วพูดชื่อของเรา หรือ ออกเสียงว่า "พ่อ" เพื่อให้เด็กพยายามออกเสียงตาม หรือแม้แต่การบอกว่าสิ่งของเหล่านั้นคืออะไร อย่างเช่น การบอกชื่อผลไม้ ชื่ออาหาร เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นวิธีที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้ให้กับลูกอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่อย่างนั้นจะส่งผลให้เด็กพูดช้า และส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ด้านอื่นๆตามลำดับ

 

3.ชี้สิ่งของตามคำสั่งได้แล้วหรือยัง
พัฒนาการเด็กอายุ 3 ขวบ จะสามารถเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่สื่อสาร สามารถแยกแยะสิ่งของ สี เสียงได้ค่อนข้างแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น เด็กจะสามารถแยกแยะสีหน้าอารมณ์เวลาเศร้า ดีใจ หรือมีความสุขได้ หรือแม้แต่เสียงที่เด็กได้ยิน เด็กจะสามารถรับรู้ได้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงใคร อย่างเช่น เสียงของคุณพ่อ หรือ เสียงของคุณแม่ รวมถึง เสียงของคนที่อยู่ใกล้ชิด หรือเลี้ยงดูเด็ก เป็นต้น ในส่วนของการแยกแยะสิ่งของนั้น ในวัยอายุ 3 ขวบ เด็กจะสามารถรู้ว่าสิ่งของรอบตัวคืออะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น บุคคล อย่าง พ่อ แม่ พี่ หรือ น้อง เป็นต้น หรือ หสกเป็นสิ่งของ ก็จะสามารถบอกได้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น หนังสือ ขวดนม ข้าว อวัยวะต่างๆของร่างกาย เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ เด็กยังสามารถรับรู้ถึงสถานที่ต่างๆที่เด็กได้ไปสัมผัสมาบ่อยครั้งอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น บ้าน สวนสาธารณะ ร้านอาหาร สระว่ายน้ำ เป็นต้น ดังนั้นหากลูกของคุณพ่อคุณแม่ยังไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งของได้ คุณพ่อคุณแม่ควรกังวลและหาสื่อการเรียนการสอนให้ลูกเกิดการเรียนรู้และจดจำทั้งผ่านการมองและการฟัง ถ้าไม่อย่างนั้นน้องอาจจะเกิดพัฒนาการที่ล่าช้าได้

 

4.ทำตามคำสั่งที่ซับซ้อนได้แล้วหรือยัง 
เมื่อเด็กอายุ 4 ขวบ เด็กจะต้องสามารถทำตามคำสั่งที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณพ่อ คุณแม่บอกให้เด็กไปอาบน้ำ แปรงฟัน และ แต่งตัว เด็กจะต้องสามารถทำตามทุกคำสั่งได้โดยทันที นอกเหนือไปกว่านั้น เด็กยังต้องเริ่มสร้างประโยคโดยที่ใช้คำไม่ต่ำกว่า 4 คำในหนึ่งประโยค อย่างเช่น ผมอยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่น ผมอยากทานไก่ทอด หรือ ผมไม่อยากกินผัก เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นพัฒนาการที่ผู้ปกครองทุกท่านควรใส่ใจ และช่วยกันสังเกต หากเด็กยังไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะไม่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ล่าช้ากว่าเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน

 

 

พัฒนาการแต่ละช่วงวัยที่สำคัญของลูกรัก

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.cdc.gov/ActEarly

 

พัฒนาการแต่ละช่วงวัยที่สำคัญของลูกรัก

เมื่ออายุ 1 ขวบ

  • เด็กสามารถตอบโต้จากเสียงที่ได้ยิน
  • เด็กสามารถนั่งได้ด้วยตนเอง ในระยะเวลาหนึ่ง
  • เด็กพยายามที่จะยืนได้ด้วยตนเอง 
  • เด็กสามารถทำกิจกรรมร่วมกับคนใกล้ตัว 
  • เด็กสามารถแสดงกิริยาท่าทางอาการ เช่น ส่ายหัว หรือ พยักหน้า 
  • เด็กเริ่มทำตามคำสั่งที่ไม่ซับซ้อนได้  
  • เด็กมีปฏิกริยาโต้ตอบเมื่อถูกปฏิเสธ 

 

เมื่ออายุ 2 ขวบ

  • เด็กสามารถพูดคำสั้นๆ เพื่อบอกสิ่งที่ต้องการ
  • เด็กสามารถเริ่มเดินได้ด้วยตนเอง
  • เด็กสามารถเริ่มทำตามคำสั่งได้ดีมากขึ้น
  • เด็กสามารถเริ่มเล่นบทบาทสมมติ
  • เด็กสามารถเริ่มใช้นิ้วชี้สิ่งที่ตนเองสนใจ
  • เด็กสามารถเตะลูกบอลได้
  • เด็กสามารถให้ความสนใจเพื่อนรอบข้าง

เมื่ออายุ 3 ขวบ

  • เด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อเพื่อนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็น ยิ้ม หัวเราะ หรือ การแย่งสิ่งของ เป็นต้น
  • เด็กสามารถสื่อสารเป็นประโยคที่ยาวขึ้น
  • เด็กสามารถเลียนแบบท่าทางผู้ใหญ่ เช่น การโบกมือ หรือ ปรบมือ เป็นต้น
  • เด็กสามารถปีนป่ายได้อย่างคล่องแคล่ว
  • เด็กสามารถเข้าใจกติกา และ ทำตามกฏ ซึ่งสังเกตได้จาก การที่เราตั้งกฎเล็กน้อยๆ เช่น หากลูกอยากไปเล่นของเล่น ต้องทานข้าวให้เสร็จก่อน หรือ หากมีคนให้สิ่งของ ต้องพูดคำว่า "ขอบคุณ" เป็นต้น

 

เมื่ออายุ 4 ขวบ

  • เด็กสามารถทำตามคำสั่งที่ซับซ้อน หรือ หลากหลายมากขึ้น
  • เด็กสามารถเขย่ง หรือ ยืนบนขาเดียว ได้นานถึง 5 วินาที
  • เด็กสามารถสื่อสารโดยใช้คำศัพท์ มากถึง 6 คำ ในหนึ่งประโยค
  • เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะแบ่งปันอาหาร หรือ สิ่งของให้กับคนรอบข้าง
  • เด็กสามารถเข้าใจ และ ผลัดกันเล่นของเล่นกันกับเพื่อน
  • เด็กสามารถวาดรูปทรงต่างๆได้ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เป็นต้น
  • เด็กสามารถเข้าใจ ตัวอักษร หรือ ตัวสะกด ต่างๆ

 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านใด ที่พบว่าลูกของตนมีพัฒนาการไม่ตรงตามวัยที่ควรจะเป็น ไม่ได้คลาน พูดช้า พูดไม่ชัด  คุณพ่อคุณแม่ยังมีโอกาสในการทดแทนพัฒนาการที่ขาดหายไป ผ่านการฝึกทักษะพื้นฐานสมองแบบเข้มข้น ตรงจุด และ เห็นผล
สถาบัน BrainFit พร้อมที่จะฝึกทักษะสมองพื้นฐานเหล่านั้น ยกระดับศักยภาพของเด็กในทุกช่วงวัย ผ่านการฝึกที่เข้มข้น ถูกออกแบบและวิจัยมากว่า 30 ปี มาร่วมสร้างความสำเร็จให้ลูกของคุณได้วันนี้ 
ติดต่อเรา 
โทร 02-656-9938-9 หรือ 0917743769
LINE: @brainfit_th (มี@)

 

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจคอร์สหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้เลย