ลูกพูดช้า ทำอย่างไรดี?
27/10/2018   |   IN BLOG   |   BY BRAINFITSTUDIO

ลูกพูดช้า ทำอย่างไรดี?

ลูกพูดช้า ทำอย่างไรดี?

 

ลูกพูดช้า ทำอย่างไรดี?

 

          ลูกพูดไม่รู้เรื่อง ต้องเรียกซ้ำ ถามไม่ตอบ ไม่ยอมพูด ลูกพูดช้า ทำอย่างไรดี? ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ ไม่ต้องกังวลค่ะ วันนี้ BrainFit Studio จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับต้นเหตุของการที่ลูกพูดช้าและวิธีแก้ปัญหานี้กัน
          ถ้าลูกของท่านมีอาการข้างต้นที่กล่าวมา เป็นไปได้ว่าเด็กอาจจะมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเพราะโดยปกติเด็กทารกจะมีพัฒนาการทางภาษาตั้งแต่อายุประมาณ 4-6 เดือน โดยเริ่มจากตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ หัวเราะหรือส่งเสียงอ้อแอ้ หลังจากนั้น เมื่ออายุประมาณ 10-12 เดือน จะเริ่มทำท่าทางประกอบคำสั่งและพูดเป็นคำสั้นๆ เช่น บ๊ายบาย หรือ ป๊ะ แม่ และเข้าใจความหมายของคำว่าไม่ หรือ ใช่ เป็นต้น และจะมีพัฒนาการต่อเรื่อยๆ เช่นพูด 2-4 คำต่อประโยคจนมาถึงการพูดเป็นประโยคและเล่าเรื่องให้ผู้ใหญ่ฟัง แล้วคุณพ่อคุณแม่จะทราบได้อย่างไรว่าลูกๆ นั้นมีพัฒนาแต่ละด้านอย่างสมวัย? 

ตรวจสอบพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของลูก


          สำหรับเด็กบางคนที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า อาจจะมีปัญหาในการสื่อสารหรือไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดทำให้เด็กเกิดอาการพูดช้า พูดไม่ชัด หรือทำตามคำสั่งไม่ได้ แล้วพัฒนาการทางภาษาล่าช้าในเด็ก คืออะไรกันนะ?
          พัฒนาการล่าช้าทางภาษาในเด็ก หรือ Language Delay คือความผิดปกติทางการสื่อสารภาษาและความหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดได้จากการที่ทักษะทางด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้านของเด็กนั้นยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ตามวัยของเขา เช่น ทักษะการฟัง (listening skill), ทักษะการพูด (speech skill), ทักษะพื้นฐานทางด้านสมอง (cognitive skill) โดยแบ่งได้เป็น 2ประเภทคือ 

  1. Expressive language คือ ความสามารถในการแสดงออกทางภาษาผ่านการมองเห็นและผ่านการได้ยินโดยการพูด
  2. Receptive language คือ ความสามารถในการเข้าใจ การอ่านและการฟัง การรู้ภาษาที่ผู้อื่นแสดงออกมาผ่านการมองเห็น คือ เข้าใจภาษาท่าทาง สัญลักษณ์ต่างๆ 

          ซึ่งเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าทางภาษาอาจจะมีปัญหาทางการแสดงออกทางภาษาหรือมีปัญหาความไม่เข้าใจภาษาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้ และการพัฒนาการล่าช้าทางภาษาในเด็กนั้นค่อนข้างเกิดขึ้นบ่อยในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่อาการลูกพูดช้าเพียงอย่างเดียว โดยส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบต่อเด็กๆ ในวัยก่อนเข้าโรงเรียน แต่อะไรที่ทำให้ลูกๆ มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้ากันละ เรามาดูที่สาเหตุกันดีกว่า...
 

     สาเหตุของการล่าช้าทางพัฒนาการภาษา

การที่ลูกพูดช้าหรือพัฒนาการล่าช้าทางภาษาในเด็กเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และในบางกรณีอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย สาเหตุที่พบได้บ่อยก็อย่างเช่น

  • การได้ยินผิดปกติ (Hearing Impairment) 
  • ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability) 
  • การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ขาดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม
  • ความบกพร่องทางปัญญา (Intellectual Disability)
  • พัฒนาการทางภาษาผิดปกติ
  • ออทิซึ่ม (Autism)
  • สาเหตุอื่นๆ

 

     ลูกพูดช้า พัฒนาการภาษาล่าช้า ทำอย่างไรดี?

หลังจากการสังเกตพัฒนาการแต่ละช่วงวัยที่เหมาะสมของลูกแล้ว ถ้าพบว่าลูกน้อยมีพัฒนาการล่าช้าตามช่วงวัยของเขา คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรที่จะนิ่งเฉยหรือละเลยสัญญาณเตือนเหล่านั้น สำหรับคุณผู้ปกครองที่กำลังกังวลว่าลูกพูดช้าแล้วจะทำอย่างไร วันนี้ BrainFit Studio มีคำแนะนำเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้ามาฝากกัน

          1. ตรวจประเมินเพื่อหาสาเหตุ

          การสังเกตพัฒนาการอย่างเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการระบุว่าลูกของเรามีปัญหาพัฒนาการล่าช้าหรือไม่ จึงควรพาลูกไปพบแพทย์และรับการการตรวจประเมินตามขั้นตอน เพื่อให้การรักษาที่ตรงกับสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ทักษะพื้นฐานด้านสมองของลูกยังไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้สมวัยผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วนช่วยเช่นกัน

 

          2.ทำกิจกรรมที่เอื้อต่อพัฒนาการทุกด้านของเด็ก

          สาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะไม่ใช่ต้นเหตุของพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเสมอไป การเลี้ยงดูก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการของลูกๆ เช่นกัน บางบ้านไม่ค่อยพูดคุยกับลูก ปล่อยให้ดูโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ หรือไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมร่วมกันเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จึงควรหากิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านต่างๆ เช่น การเล่นผ่านกิจกรรม เล่นกีฬา การเล่านิทาน การพูดคุยกับเด็ก ไม่ให้ดูโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มากเกินไป หรือกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ซึ่งที่สถาบัน BrainFit ของเรา มีคอร์สกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสมองทั้ง 5 ด้านอย่างเข้มข้นและเห็นผลได้รวดเร็วให้กับเด็กๆ ตั้งแต่อายุ 3-18 ปี ผ่านตัวกิจกรรมที่สนุกและเหมาะกับช่วงวัย


          3.ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะทักษะการฟัง

          เพราะถ้ารากฐานแข็งแรงตัวบ้านก็จะมั่นคง เช่นเดียวกันกับทักษะพื้นฐานอย่างการฟัง เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดและเกี่ยวข้องกับพัฒนาการหลายๆ ด้าน ถ้าเด็กๆ ไม่สามารถฟัง จำ แยกเสียง ประมวลผล เรียบเรียงเหตุการณ์ได้ การสื่อสารหรือถ่ายทอดออกมาผ่านการอ่าน พูด หรือเขียน ก็จะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็ก 
          สถาบัน BrainFit มีหลักสูตรและโปรแกรมที่ได้รับการวิจัยจากนักประสาทวิทยาระดับโลกมามากกว่า 30 ปี จากประเทศอเมริกา และมีประสิทธิภาพอย่างมากในการพัฒนาสมองส่วนที่ใช้วิเคราะห์และพัฒนาภาษา ไม่เพียงเท่านั้นยังส่งเสริมในเรื่องความจำ (memory), สมาธิ (Attention), การประมวลผล (Processing), การเรียบเรียงเหตุการณ์ (Sequencing) รวมไปถึงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย 
   

          4.ตรวจหาและรักษาความผิดปกติที่พบร่วม

          ยกตัวอย่างเช่น ยุกยิก อยู่ไม่นิ่ง ขาดสมาธิ ความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือ (Eyes-Hands Coordination) ทักษะทางสังคม และปัญหาการเรียนรู้ ก็อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อการเข้าสังคม การเรียนรู้และปัญหาเรื่องอารมณ์ เป็นต้น 

 

          เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขพัฒนาการในช่วงวัยที่ผ่านมาของลูกได้ แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะเติมเต็มพัฒนาการเหล่านั้น สถาบัน BrainFit สามารถช่วยฝึกทักษะสมองรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเคลื่อนไหว ควบคุมทรงตัว พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่และกล้ามเนื้อตา เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาล่าช้าในเด็กอย่างเข้มข้น ตรงจุดและเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น แล้วการเรียนรู้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาและทดลองเรียนฟรีได้ที่ โทร 02-656-9938-9 หรือ LINE: @brainfit_th (มี@)



 

 

 

อ้างอิง 

http://haamor.com/th/เด็กพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้า/
https://www.samitivejhospitals.com/th/พัฒนาการทางภาษาล่าช้า/

ติดต่อเรา

หากคุณสนใจคอร์สหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้เลย