แก้อาการสมาธิสั้นในเด็ก พัฒนาได้โดยการฝึกสมอง แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

 

อาการสมาธิสั้นในเด็กที่ผู้ปกครองและคุณครูหลายท่านมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นอาการเหม่อลอย ยุกยิก จดจำได้ไม่ดี หรือบางทีอาจส่งผลกระทบไปสู่อารมณ์และการเข้าสังคมของเด็กให้ไม่มีความมั่นใจในตนเอง ไม่ชอบลองสิ่งใหม่ๆ ปิดกั้นการเรียนรู้ และปฏิเสธที่จะทำสิ่งที่ไม่สนใจ

อาการเหล่านี้ แท้จริงแล้วเกิดจากอะไร และเราสามารถแก้อาการสมาธิสั้นในเด็กให้ดีขึ้นได้อย่างไร?

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

 

สมาธิคืออะไร?

 สมาธิ คือ ความสามารถในการจดจ่อในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่วอกแวก สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่นิ่ง ไม่หุนหันพลันแล่นหรือหันเหความสนใจไปกับสถานการณ์รอบข้างได้ดี รวมไปถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ดีและมีความจำที่เป็นเลิศ สมาธิเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ใหม่ๆ ในทุกๆอย่าง เพราะทำให้ผู้เรียนสามารถรับเอาข้อมูล วิเคราะห์ สร้างความเข้าใจ และเกิดเป็นการเรียนรู้ได้ 

 

สมาธิสั้นเกิดขึ้นจากอะไร? 
สมาธิสั้น ได้ถูกวินิจฉัยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ "กลุ่มที่ขาดสมาธิ" และ "กลุ่มที่มีความหุนหันพลันแล่น" ซึ่งปัจจัยในการเกิดสมาธิสั้นนั้นมีหลายปัจจัยมากมาย ทั้งทางด้านพันธุกรรม สารเคมีในสมองที่หลั่งผิดปกติ การได้รับบาดเจ็บตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่สนับสนุนพัฒนาการของเด็กอย่างสมวัย เช่น การปล่อยให้บุตรหลานดูทีวี การ์ตูน เล่นเกมมือถือในวัยที่เด็กมาก ทำให้เขาขาดการเรียนรู้อย่างถูกวิธีตามพัฒนาการในช่วงวัยนั้นๆ ไป 

 

แก้ไขสมาธิสั้นได้อย่างไร? 

เนื่องจากพื้นฐานของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ระดับของสมาธิจึงมีไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น เราจะทำอย่างไรเพื่อ "ยกระดับสมาธิ" ให้กับพวกเขามีพัฒนาการด้านสมาธิที่ดีขึ้น คำตอบคือ เราต้องฝึกเขาที่ "พื้นฐานสมอง" 

มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยที่โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับ "อาการสมาธิสั้น" กับเราและต้องการทางออก เพื่อให้บุตรหลานนั้นหายขาดจากโรคนี้ สิ่งที่เราทำคือ ปรับความเข้าใจกับผู้ปกครองก่อนว่า สมาธิสั้น ไม่ใช่โรค แต่เป็นเพียงอาการหรือพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมาเมื่อต้องเรียนรู้สิ่งใดๆ และไม่สามารถทำออกมาได้ดี เพราะฉะนั้น สาเหตุที่แท้จริงคือ ความไม่พร้อมของทักษะการเรียนรู้ที่่ถูกควบคุมและสั่งการโดยสมอง ที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก ทำให้เด็กมีพฤติกรรมยุกยิก ขาดความสนใจ บ่ายเบี่ยง และนำไปสู่ปัญหาด้านอารมณ์

 

 

 ลองมาดูตัวอย่างจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เพื่อเข้าใจว่า "สมาธิสั้น" นั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับสมอง

 

 

จากในการ์ตูน ได้บรรยายว่า สมาธิเกิดขึ้นได้จากการฝึกอย่างถูกวิธี โดยการสร้างความแข็งแรงให้กับพื้นฐานสมอง ซึ่งได้ระบุไว้ 3 ส่วนดังต่อไปนี้ 

1. ทักษะด้านการฟัง (Auditory Processing)

เสียงพูดของมนุษย์นั้นมีการแปรผันเร็วมาก เช่น เสียง ‘b’ และ ‘d’ ในภาษาอังกฤษ อัตราความเร็วของเสียงที่พูดออกมาต่างกันเพียง 40 มิลลิวินาที (milliseconds) ซึ่งอัตราความเร็วนี้เอง เป็นสิ่งที่ทำให้สมองของเด็กประมวลผลไม่ทัน

หากสมองของเด็กทำการวิเคราะห์เสียงช้าเกินไป จะส่งผลทำให้เด็กไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของเสียงสองเสียงที่ได้ยินและอาจฟังเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้ความหมายของคำที่ได้ฟังก็แตกต่างกันไปด้วย นักเรียนอาจเกิดความสับสนไม่เข้าใจเมื่อต้องฟังคำสั่งคุณครู และเมื่อเกิดความสับสน ไม่ชัดเจน หรือฟังไม่ทัน เด็กอาจจะหันเหไปทำอย่างอื่นได้ง่าย และผู้ใหญ่ก็มองว่าเด็กขาดสมาธินั่นเอง

2. ทักษะด้านการมอง (Visual Processing)

คือความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งที่มองเห็น หากเด็กมีการพัฒนาอ่อนกว่าวัยในด้านนี้ จะไม่สามารถจดจำรายละเอียดในสิ่งที่มองเห็นได้ ส่งผลให้เด็กไม่เพลิดเพลินและขาดความสนใจในสิ่งที่เรียน อาจถูกหันเหไปทำอย่างอื่นที่ทำได้ดีและเพลิดเพลินมากกว่า เช่น การเล่นกับเพื่อน ชวนเพื่อนคุย นั่งเหม่อ เป็นต้น เมื่อ ผู้ปกครองหรือครูสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ อาจตัดสินว่าเด็กเป็นสมาธิสั้น

3. ทักษะด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส (Sensory-Motor Processing)

หากทักษะนี้มีพัฒนาการที่อ่อนกว่าวัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การนั่ง การทรงตัว ความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้อลำตัว หรือการจับปากกา อาจจะเป็นสิ่งที่ยากและอาจจะต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อส่วนต่างๆมากกว่าปกติ เมื่อเด็กๆไม่สามารถอยู่นิ่งได้ขณะเขียนการบ้าน หรือขณะนั่งเรียนในห้องเรียน ก็จะส่งผลต่อลายมือที่ไม่สวยและไม่เรียบร้อย เด็กก็จะรู้สึกไม่ดีและหันไปทำอย่างอื่นแทน เราก็มองว่าเด็กไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ นั่งไม่นิ่ง หรือขาดสมาธิ 

และเมื่อพื้้นฐานเหล่านี้แข็งแรงแล้ว ทักษะต่อยอด 2 ลำดับต่อไปคือ

4. ทักษะด้านสมาธิ (Attention) ความสามารถในการจดจดจ่อจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากทักษะสมองพื้นฐานเช่น ทักษะการควบคุมร่างกาย ทักษะด้านการมองเห็น และทักษะด้านการฟังของผู้เรียนยังอ่อน เพราะทักษะด้านการจดจ่อหรือที่เรียกว่า "สมาธิ" นี้ ต้องใช้ความสามารถในการทำงานของสมองค่อนข้างมาก ไม่เพียงแค่การจดจ่อได้เท่านั้น แต่ยังต้องรับข้อมูล ทำความเข้าใจ วิเคราะห์ได้ แต่นำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นความรู้ ทักษะด้านสมาธิจึงไม่ใช่อย่างเดียวที่ผู้เรียนที่มีปัญหาด้านสมาธิจะต้องฝึก

5.ทักษะด้านอารมณ์และสังคม ( Social - Emotion skills)  ความสามารถด้านการเข้าสังคม มีอารมณ์ในการเรียนรู้หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันในเชิงบวกนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะฝึก ทักษะด้านอารมณ์ที่ดีนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนมีความมั่นใจ เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และทำให้มีพลังเชิงบวกที่ใช้ในการเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กกล้าคิดกล้าลองทำในสิ่งที่ไม่เคยลอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานที่เด็กๆ ทุกคนพึงมีต่อทุกๆการเรียนรู้

 

 

 

 

 

ข่าวดีคือ ทักษะเหล่านี้ฝึกได้ แต่ต้องฝึกอย่างถูกวิธี ผลคือ สมาธิดีขึ้น​​​​​​​

สถาบัน BrainFit Studio มีหลักสูตรที่ช่วยพัฒนาสมาธิให้ดีขึ้นได้ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและผ่านการวิจัยทางประสาทวิทยามาแล้วกว่า 30 ปี

 

โปรโมชั่นพัฒนาสมาธิสำหรับเด็ก 3-18 ปี คลิกรูปภาพ!

พิเศษ! สำหรับผู้ปกครองที่สนใจพัฒนาสมาธิ เรามีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษมอบให้! 

สมัครเลยวันนี้!

         

 

 

ขอรับคำปรึกษาได้ฟรี โทร 02-656-9938 

วันพฤหัสบดี-วันศุกร์ 091-774-3769

BrainFit จัดสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาสมอง และคอร์สระบบการฝึกของเรา อย่างสม่ำเสมอ

**สำรองที่นั่งล่วงหน้า ที่นั่งมีจำนวนจำกัด**

LINE: @brainfit_th (มีเครื่องหมาย @ ด้วยนะคะ)
หรือสามารถกรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำการติดต่อได้ทันทีค่ะ

ติดต่อเรา